น้ำใจในสังคม
posted on 11 Dec 2009 19:56 by wild-wind
"คนจะงามงามที่ใจใช่ใบหน้า
คนจะสวยสวยกิริยาใช่ตาหวาน
คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน
คนจะรวยรวยศีลทานใช่บ้านโต"
คำกลอนข้างต้นนี้คาดว่าใครหลายคนคงเคยได้ยินมาอย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต
และกลอนนี้ถือเป็นกลอนโปรดของเราเลยทีเดียว เพราะเราถือคติว่า
คนเราใช่งามแต่ภายนอก ภายในนั้นต้องแผ่วผ้องน่าคบหา
แต่ในสังคมปัจจุบันที่ทันสมัย สะดวกสบาย ทุกสิ่งนั้นง่ายอย่างใจสั่ง คนรวยมากขึ้น สบายมากขึ้น แต่กลับมีบางอย่างค่อยๆ หายไป บางอย่างที่สำคัญ เปรียบเหมือนน้ำที่ล่อเลี้ยงสังคม
นั่นคือน้ำใจ
คนในสมัยนี้เริ่มเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ง่ายๆ ตอนนี้ลองหลับตา
นึกภาพว่าคุณกำลังนั่งรถเมล์อยู่เพลินๆ (ลองสั่นตัวด้วย เพื่อความสมจริง)
แต่ทันใดนั้นมีคนแก่ เด็ก หรือคนท้องขึ้นมา
คุณคิดว่าจะมีคนลุกกี่คน...
กี่คนที่จะมีน้ำใจสละที่นั่งให้แก่คนที่อ่อนแอกว่า
แม้เรื่องนี้บางคนอาจจะว่าเล็กน้อย ไร้สาระ แต่เราว่ามันเป็นตัววัดน้ำใจอย่างหนึ่งในสังคม
มีวันหนึ่งเราได้เห็นความแล้งน้ำใจของใครคนหนึ่ง ที่แค่ลุกให้เด็กและคนแก่ก็ทำไม่ได้
ลองดูเหตุการณ์นี้กันนะคะ
..............
รถเมล์สายหนึ่งกำลังวิ่งปุเลงๆ มาตามถนนหน้าราม เรานั่งอยู่เบาะหลังผู้ชายแต่งตัวดีที่มากับแฟน พอรถเมล์จอดป้ายก็มีแม่ลูกคู่หนึ่งขึ้นมา เด็กคนนั้นอายุประมาณ 5 ปี ทั้งคู่มาหยุดยืนตรงหน้าผู้ชายคนนั้น
คุณแม่ : เหลือบตามอง ประมาณว่าลุกหน่อยเถอะ
ผู้ชายคนนั้น : หันหน้าหนี
เรา : เคี้ยวขนมปัง นึกให้พี่กลืนก้อนนี้ก่อนนะจะลุกให้ พลางด่าผู้ชายในใจ
แต่สักพักก็มีพี่ผู้หญิงใจดีลุกให้สองแม่ลูกนั่น เราก็จับตาดูไอ้คนแล้งน้ำใจต่อไป มันก็อี๋อ๋อแฟนซบบ่าจนเราแทบอยากขว้างของใส่
เอ๊ะยังไง
ประมาณสิบนาทีผ่านไปก็มีคุณยายกับเด็กสองคนขึ้นมา ยืนตรงผู้ชายคนนั้นแหละ มันทำไงรู้ไหมคะ มันก็ทำอย่างเดิมค่ะ หันหน้าหนี ไปกุ๊กกิ๊กกับแฟนต่อ
พระเจ้า!
เราทนไม่ไหวต้องลุกแบบคุณยายนั่งนะคะ (อย่าหวังอะไรกับผู้ชายพรรค์นั้นเลย)
จากนั้นเราก็ยืนพลางเหลือบตาไอ้คนนั้นเป็นระยะ อยากจะรู้ว่ามันจะนั่งสุดสายไหม ถ้าแบบนั้นก็พออภัย เพราะรถสายนี้วิ่งไกลมาก
ไม่ค่ะ อีกประมาณครึ่งชม. มันก็ลุกพร้อมแฟนสาวมัน โอ้
คนเราแค่ยืนเพียงสามสิบนาทีแลกกับความสบายของคนอื่นมันทำไม่ได้เลยใช่ไหม
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเหตุการณ์แล้งน้ำใจของคนในสังคม (ที่จริงมีเยอะ)
เราไม่ได้ว่าคนบนรถเมล์เสียหมดเพราะวันนั้นก็มีคนลุกให้เรานั่งเหมือนกัน
ยังไงก็ขอขอบคุณตรงนี้เลยนะคะ
เห็นไหมว่าน้ำใจนั้นเริ่มหดหายไปในสังคมไทย
แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ยังให้กันไม่ได้
แล้วถ้าเรื่องใหญ่ใครจะช่วยเราหรือ
หรือเราต้องตะเกียกตะกายดิ้นรนเองเวลามีปัญหา
ฝ่าฟันทุกอย่างเพียงลำพัง
อย่าให้สังคมที่เจริญทางวัตถุกลืนกินจิตใจที่ดีงามเลยค่ะ
สยามของเราเคยเป็นเมืองแห่งน้ำใจ
ก็ให้เป็นต่อไปอีกนานเท่านานดีกว่า