The books change my life.
posted on 19 Sep 2010 21:07 by wild-windหลังจากห่างหายจากการอัพบล็อกไปนานมาก
คราวนี้ก็กลับมาอัพอีกครั้งเนื่องจากเครียดกับการอ่านหนังสือสอบ
(นิสัยไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะคะ)
The books change my life.
อันว่าหนังสือนั้นถือเป็นทั้งครูและมิตรแท้ของเราคนหนึ่ง
เพราะมันให้ทั้งความรู้และอยู่กับเราตลอดเวลา
เนื่องจากหนีไปไหนไม่ได้...
(แม้บางทีถ้ามันพูดได้มันคงบอกว่าอยากไปใจจะขาด)
อนึ่งเนื่องจากเราเรียนอยู่ในคณะสายภาษา ทำให้เราได้อ่านหนังสือหลากหลาย
และแนวกลายร่างเป็นหนอนหนังสือ
ชนิดที่พี่ต้องแซวว่าเดี๋ยวเอายามาฉีดหนังสือ (กันหนอนอย่างเราเข้าไปอ่าน)
ทางด้านเรา โดนยาฆ่าแมลงก็ทนทายาด ยังมุเข้าไปหาหนังสืออ่านจนได้
ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบว่าหนังสือแต่ละเล่มมีประโยชน์แตกต่างกันไป
ทั้งสาระ ความบันเทิง แต่ที่แน่ๆ คือ หนังสือแต่ละเล่มจะสอนคนอ่าน
อย่างน้อยหนึ่งอย่างเสมอ...
อยากฟังดูไม่น่าเชื่อ ด้วยหนังสือบ้างเล่มก็ดู
เป็นเพียงหนังสือให้ความบันเทิง เป็นนิยายที่แบบเพื่อเอาสนุก
แต่ภายใต้ความสนุกนั้น ย่อมมีบางเรื่องให้พวกเราเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี
หรือไม่ดี อาทิ หนังสือเรื่องนี้อาจจะดู
น้ำเน่า ตบจูบ แต่มันก็บอกเราอย่างหนึ่งว่า สังคมไทยคงมีเรื่องแบบนี้จริงๆ แหละ
ถ้าเรื่องมีแต่ตัวละครนิสัยไม่ดี มันคงบอกเราว่าอย่าเอาเยี่ยงอย่างตัวละครพวกนี้
เพื่อชีวิตที่ดีของพวกคุณๆ
โดยส่วนตัวเราก็มีหนังสือโปรด วันนี้ก็หอบหิ้วมาอวดโฉมกันยกใหญ่
แต่ไม่ใช่หนังสือธรรมดานะคะ แต่เป็นหนังสือที่เราให้ความสำคัญแบบว่าหนังสือ
ที่เปลี่ยนแนวคิดกับวิถีชีวิตเราเลยทีเดียว
1. แก้วจอมซน/แก้วจอมแก่น สนพ. นามมีบุ๊คส์

หนังสือวรรณกรรมเยาวชน โดยแว่นแก้วที่เราอ่านในห้องสมุดตอน.1
ชอบขนาดที่เราต้องเข้าไปอ่านหนังสือเล่มนี้
ทุกวันก่อนเข้าเรียน (เป็นช่วงที่เข้าห้องสมุดบ่อยมากๆ)
แก้วจอมซนและแก้วจอมแก่นเป็นเรื่องราวของเด็กที่ชื่อว่าแก้ว
ที่มีนิสัยแก่นแก้วและซุกซนไปตามเรื่องตามราว
มีบ้างที่โดนดุ โดนว่า แต่โดยรวมแก้วก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง
โดยส่วนตัวที่ชอบแก้วเป็นเด็กธรรมดาแบบนี้ ที่ไม่ได้พิเศษไปกว่าใคร
(เราไม่ชอบเด็กที่เรียบร้อยเกินไป หรือแสบเกินไป เพราะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ เด็กที่มีอยู่จริง)
เรื่องนี้ถ่ายทอดมุมมองความคิดของเด็กคนหนึ่งที่ดีมากๆ
ว่ามุมมองของเด็กแตกต่างจากมุมมองของผู้ใหญ่อย่างไร
และเพราะเรื่องนี้ทำให้เราจุดประกายความฝันอยากเป็นนักเขียน
แม้ทุกวันนี้จะเป็นแค่คนช่างเขียนก็เถอะ
2. หัวขโมยแห่งบารามอส สนพ. สถาพรบุ๊คส์

ชุดวรรณกรรมเยาวชน หัวขโมยแห่งบารามอส เป็นนิยายที่ตอนแรกเราเข้าใจผิดว่าเป็นนิยายแปล
แต่ไปๆ มาๆ ไม่ใช่ ของคนไทย และเป็นนิยายที่เคยโพสในอินเทอร์เน็ต
ช่วงนั้นเกิดความโง่ เอ๊ะ โพสลงเน็ต เรื่องแบบนี้มีด้วยเหรอ
แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน ตอนแรกยืมเพื่อนมาเล่มเดียวกะใช้เวลาสักสามวัน
ไม่ค่ะแค่วันเดียว เราก็จัดการมันจบเล่มหนึ่งและกรีดร้องในใจ
“นิยายไทยแบบนี้ก็มีด้วย ไม่เคยรู้!”
และหลังจากนั้นเพื่อนเราก็รับกรรม ต้องแบกให้เราวันต่อมาอีกสามเล่ม...
หัวขโมยแห่งบารามอส ทำไมถึงชอบหนังสือชุดนี้
เพราะมันเป็นหนังสือที่เปิดอ่านเรียกได้ทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และน้ำตา
เหนือสิ่งอื่นใด มันให้ข้อคิดแก่ผู้อ่านเป็นอย่างดี
ตอนที่เราอ่านเรื่องนี้แรกๆ ก็ไม่คิดอะไรหรอกค่ะ คิดแค่ ฮาดี สนุกมาก
กระทั่งอ่านไปอ่านมา เราก็เริ่มซึมซับแนวคิดจากเรื่องนี้ ผ่านการใช้ชีวิตของตัวละครแต่ละตัว
ผ่านแนวคิดและคำพูดของพวกเขา
โดยเฉพาะเล่ม 4 เป็นเล่มที่เราชอบมากที่สุด ฉากที่วิลเลียมและริชาร์ดคุยกัน
ตอนจะส่งเฟรินและคาโลกับยุคปัจจุบัน
มันให้ข้อคิดและถามเราว่า แท้จริงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราคืออะไรกันแน่...
หลังจากอ่านเรื่องนี้ ยอมรับว่า เราเอาข้อคิดจากเรื่องนี้หลายข้อมาใช้ในชีวิตประจำวัน
3. Kino no Tabi : The beautiful world.

Kino no tabi เป็นไลท์โนเวลที่แปลมาจากภาษาญี่ปุ่น
ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์ Bliss
ครั้งแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ในใบโฆษณาของสำนักพิมพ์นี้ ประโยคหนึ่งที่พุ่งเข้าสู่ตาเราทันทีคือ...
“The world is not beautiful. Therefore it is. – เพราะโลกไร้ซึ่งความงดงาม ฉะนั้นมันจึงงดงาม”
คำโปรยที่น่าคิดนี้ทำให้เราตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที
และสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ เกินคาดค่ะ!
Kino no tabi เป็นเรื่องราวของนักเดินทางคนหนึ่งที่เดินทาง
พร้อมกับมอเตอร์ราดช่างพูดที่ชื่อว่า เฮอร์เมส
ทั้งสองคนจะเดินทางไปตามเมืองต่างๆ พักอยู่ที่เมืองนั้นสามวัน
เพื่อรับรู้เรื่องราวเท่านั้น และจากไปตามทางของตน
คิโนะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของชาวเมือง กลับกันบางครั้งคิโนะทำให้เรื่องมันวุ่นวายกว่าเก่าอีก!
มีอยู่หลายครั้งที่มีปัญหาเข้ามาหาคิโนะ ก็ต้องจะคอยดูว่าคิโนะจะแก้ปัญหาอย่างไร
ซึ่งการแก้ปัญหาบางครั้งก็เกินคาด เช่น ฆ่าคนที่จะเข้ามาฆ่าเลย ฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานการณ์
สรุปคือ เธอเอาตัวรอดเก่งมาก...
นอกจากคิโนะแล้วยังมี นักเดินทางอื่นๆ เช่น อดีตเจ้าชายชิสุ และอาจารย์ของคิโนะ
ซึ่งแต่ละคนก็มีการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป
แนวของหนังสือKin no tabi เป็นหนังสือแนวค่อนข้างจะปรัชญา บางตอนอาจค่อนข้างงง
ให้ลองวาง แล้วกลับมาอ่านใหม่อีกที(นานๆ เลยนะ) แล้วอาจจะเข้าใจมากขึ้น (โดยส่วนตัวก็ใช้วิธีนี้แหละ)
Kino no tabiให้แนวคิด การมองโลกที่แปลกใหม่กว่าเดิม
ทำให้เรารู้ว่าแท้จริงโลกเรานี้ก็ไม่สวยงามอย่างที่เราเคยวาดฝัน
โลกมีมุมมองที่หลากหลาย ทั้งดี ทั้งโหดร้าย เหมือนใบไม้หลากสีในป่า
เพราะผู้คนที่อาศัยในโลกนั้นมีหลากหลายนิสัย
ก่อกำเนิดให้โลกที่เขาอาศัยอยู่ได้รับผลกระทบไปด้วย
โลกนี้ไร้ซึ่งความงดงาม
แต่เพราะมันไม่งดงาม มันจึงงดงามในแบบของมันใช่ไหมคะ....
สุดท้ายนี้เราขอทิ้งท้ายด้วยสำนวนแปลงฉบับเราจาก
“สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล”
เป็น...
“การเขียนส่อแนวคิด หนังสือส่อมุมมอง”
สุดท้ายนี้หวังว่าเพื่อนๆ จะอ่านหนังสือกันเยอะๆ นะคะ
(วันนี้เอามา 3 เรื่องก่อน แต่หนังสือโปรดของเรายังไม่หมดแค่นี้)
edit @ 20 Sep 2010 09:16:36 by .+.May.+.Raina.+.







